skip to main |
skip to sidebar
น้ำมันโบราจ
น้ำมันโบราจ (Borage oil) จัดเป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัว อยู่ในกลุ่มโอเมก้า 6 ชื่อว่า แกมมาไลโนเลนิก (Gamma Liaolenic Acid, GLA) ที่จำเป็นสำหรับมนุษย์ เนื่องจากร่างกายสร้างเองไม่ได้ ต้องสร้างจากกรดไขมันจำเป็น GLA นี้ ไม่พบในพืชน้ำมันทั่วไป หรืออาจพบได้น้อยมาก และพบได้ในพืชพวกสาหร่าย และแบคทีเรียบางชนิดเท่านั้น นอกจากนี้พบมากในน้ำนมคน (ในช่วง 3 เดือนแรก) น้ำมันโบราจ และน้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส แต่จำนวนเปอร์เซนต์ของ GLA ในน้ำโบราจจะมีปริมาณมากกว่าในน้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส จึงเห็นได้ว่า คนส่วนใหญ่บริโภคอาหารที่ขาดกรดไขมันแกมมาไลโนเลนิก กันมาก
แกมมาไลโนเลนิก (GLA) เป็นวัตถุดิบที่สำคัญ ในการสร้างสารที่มีประโยชน์มากมายในเซลล์ ช่วยรักษาการสร้างสมดุลของการทำงานของเซลล์ และอวัยวะต่างๆ และเป็นสารตั้งต้นสารกึ่งฮอร์โมนโพสตาแกลนดินที่มีผลมากมายต่อร่างกาย โดยเฉพาะอาการที่เกี่ยวกับประจำเดือนของสตรี (Premenstrual Syndrome) เป็นอาการผิดปกติของสตรี อาจเกิดขึ้นได้ในระยะ 14 วัน ก่อนมีประจำเดือน จนถึง 2-3 วันหลังมีประจำเดือน 95% ของ สตรีจะมีอาการที่เกี่ยวกับการมีประจำเดือนอาการเหล่านี้ เช่น ซึมเศร้า อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร อยากอาหารมากเกินไป กังวล ตื่นเต้น มึนงง หงุดหงิด ง่วงนอน นอนไม่หลับ ไม่มีสมาธิ หอบ เหนื่อย ปวดกล้ามเนื้อ แน่นท้อง เจ็บหน้าอก ท้องผูก ท้องเสีย หน้าแดง ปวดศีรษะไมเกรน ปวดข้อ บวมตามมือตามเท้า ปวดกล้ามเนื้อ ปวดท้อง ปวดอุ้งเชิงกราน เจ็บเต้านม คลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ กล้ามเนื้ออ่อนแรง เป็นต้น
ปัจจุบันนี้เรา พบว่า ฮอร์โมนโพรสตาแกรนดินมีมากถึง 20 ชนิด แต่ที่สำคัญๆ มีอยู่3ชนิด เรียกชื่อตามหมายเลข คือ PGE1, PG2, PG3
ฮอร์โมน PGE1และPG3 เป็นฮอร์โมนที่มีประโยชน์ มีผลต่อความสุขภาพที่ดีของร่างกาย ส่วนฮอร์โมน PG2 เ ป็นฮอร์โมนที่ทำงานตรงข้ามคือทำให้ร่างกายมีสุขภาพที่ไม่สบาย ดังนั้นเมื่อใดก็ตามที่เรามี ฮอร์โมน PGE1 และ PG3 มากๆ เราก็จะมีความสุขสบายดี แต่ถ้ามีฮอร์โมน PG2 มากเกินไปจะส่งผลให้มีความไม่สบาย หรือสุขภาพที่ไม่ดี ดังแผนภาพนี้

จากงานวิจัยพบว่า เมื่อใดที่เรามีปริมาณฮอร์โมนPGE1และPG3 มาก สุขภาพของเราก็จะแข็งแรง แต่ถ้ามีฮอร์โมน PG2 มาก เราก็มีสุขภาพที่ไม่ดี เจ็บป่วยได้ง่าย เราจึงควรได้รับ GLA ซึ่งเป็นสารตั้งต้นของฮอร์โมน PGE1 และPG3 เพื่อให้ร่างกายของเรานำไปสร้างฮอร์โมน PGE1และPG3 เอาไว้คานฮอร์โมน PG2 ให้สมดุล เพื่อสุขภาพที่ดีของตัวเรา
ส่วนกลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน หากทำการตรวจเลือดหากรดไขมันอิ่มตัวในผู้หญิง ที่มีอาการก่อนมีประจำเดือนเช่นคัดหน้าอก พบว่าระดับของกรดไขมันจำเป็นไลโนเลอิก (LA)และแอลฟาไลโนเลอิก (ALA) อยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่เมตาบอไลท์ของมันมีน้อย และพบว่าปริมาณของกรดไขมันอิ่มตัวในเลือดมีสูงกว่าปกติจึงต้องได้รับจากภายนอกเสริมเข้าไป เช่นสารสกัดจากน้ำมันเมล็ดโบราจ การรักษาอาการก่อนมีประจำเดือน ระหว่างมีประจำเดือน และหลังมีประจำเดือนจะต้องงดปริโภคกรดไขมันอิ่มตัวลง เนื่องจากกรดไขมันเหล่านี้เป็นอุปสรรคในการสร้างฮอร์โมนโพรสตาแกรนดิน PGE1ซึ่งต้องงดรวมไปถึงขนมหวาน น้ำตาลขัดขาว ช็อคโกแลต ชา กาแฟ แอลกอฮอร์และยาคุมกำเนิด ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ทำให้ร่างกาย ไม่สามารถเปลี่ยนกรดไขมันแกมม่าไลโนเลอิก (GLA)ในน้ำมันโบราจไปเป็น PGE1 ด้วย
นอกจากนี้ ผิวของเราก็ต้องการกรดไขมันที่จำเป็นเพื่อให้คงสภาพเดิมไม่เหี่ยวย่น เมื่อคนเราอายุมากขึ้นผิวหนังจึงต้องการกรดไขมันที่จำเป็นจากอาหารที่เรารับประทานมากกว่าเดิม มีผู้หญิงหลายคนเลิกรับประทานอาหารที่มีไขมันทุกอย่างเพื่อให้ผอมอยู่ตลอดเวลา จึงทำให้ร่างกายขาดสารต้านอนุมูลอิสระที่ละลายในไขมันเช่น วิตามินเอและวิตามินอี ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการมีผิวพรรณที่สวยใส เล็บแข็งแรงและผมเป็นเงางาม สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนหากร่างกายขาดกรดไขมันก็คือ ผิวหนังจะแห้งและหยาบกร้าน เล็บเปราะและหักง่าย ผมที่บางลงและไม่เงางาม รวมทั้งเกิดรังแคอาจนำไปสู่ภาวะผิวเสียอย่างรุนแรงเช่น อาการคัน โรคผิวหนังอักเสบ (Eczema) หรือผิวหนังอักเสบเป็นปื้นแดง (Psoriasis) กรดไขมันจำเป็นชนิดแกมม่าไลโนเลอิก (GLA) ที่พบมากในน้ำมันเมล็ดโบราจ ที่มีประสิทธิภาพอย่างยิ่งในการยับยั้งการออกฤทธิ์ของสาร Leukotriene B4 ซึ่งเป็นสารเคมีที่กระตุ้นอาการอักเสบ การวิจัยทางคลินิกก็สนับสนุนการใช้น้ำมันเมล็ด โบราจเป็นอาหารเสริมเพื่อแก้ปัญหาผิวหนังในระยะยาวให้กับเด็กและผู้ใหญ่
วิธีรับประทานเพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงสุด รับประทานวันละ 1-2 เม็ด ก่อนนอน
คลอโรฟิลล์ฟีเวอร์ แล้วคุณหล่ะ รู้จักคลอโรฟิลล์แล้วหรือยังค่ะ !
คุณประโยชน์หลักของคลอโรฟิลล์ คือ รักษาสมดุล บำรุงรักษา เพิ่มปริมาณออกซิเจน และเม็ดเลือดแดง ช่วยเสริมบำรุงสุขภาพของเราได้ดีขึ้น
คลอโรฟิลล์ (Chlorophyll)
คลอโรฟิลล์ เป็นสารมีสี (Pigment) ที่พบได้ในพืชที่มีสีเขียว ซึ่งพืชเหล่านี้ใช้คลอโรฟิลล์ในการสังเคราะห์แสง (Photosynthesis) โครงสร้างของคลอโรฟิลล์นั้นคล้ายคลึงกับสารประกอบหลักและสำคัญในเม็ดเลือดแดงที่เรียกว่าฮีม (Heme) มีงานศึกษาวิจัยสรุปออกมาว่า เมื่อร่างกายได้รับคลอโรฟิลล์เข้าไป บางส่วนของคลอโรฟิลล์จะถูกเปลี่ยนไปเป็นฮีม (Heme) ทำให้ร่างกายมีปริมาณเม็ดเลือดที่ถูกสร้างขึ้นใหม่เพิ่มมากขึ้น และในคลอโรฟิลล์ยังมีแร่ธาตุต่างๆ อีกมากมายที่มีประโยชน์ต่อร่างกายของคนเรา
ด้วยสูตรโครงสร้างของโมเลกุลที่ใกล้เคียงกับโมเลกุลของเม็ดเลือดแดง ต่างกันเฉพาะตรงกลางที่คลอโรฟิลล์มีแมกนีเซียม (Mg) และเม็ดเลือดแดงมีเหล็ก (Fe) จึงทำให้สีของต่างกัน คือ คลอโรฟิลล์มีสีเขียว แต่เม็ดเลือดมีสีแดง จากจุดนี้เองที่ทำให้คลอโรฟิลล์เปรียบได้กับโลหิตของพืช จากการที่คลอโรฟิลล์มีโครงสร้างที่เหมือนกับเม็ดเลือดแดง จึงมีหน้าที่ที่สามารถจับออกซิเจนที่เราหายใจเข้าไป เพื่อเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้มากขึ้น คลอโรฟิลล์ เปรียบได้กับโลหิตของพืช ซึ่งมีแร่ธาตุตามธรรมชาติมากมายที่ประกอบไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) วิตามิน โปรตีน และสารอาหารต่างๆ ที่มีความจำเป็นต่อร่างกายของคนเรา นอกจากนี้ยังช่วยปรับความเป็นกรดเป็นด่างในร่างกายของเราได้ด้วย
คลอโรฟิลล์ เปรียบได้กับโลหิตของพืชซึ่งมีแร่ธาตุตามธรรมชาติมากมายที่ประกอบไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) วิตามิน โปรตีน และสารอาหารต่างๆ ที่มีความจำเป็นต่อร่างกายของคนเรา นอกจากนี้ยังช่วยปรับความเป็นกรดเป็นด่างในร่างกายของเราได้ด้วย คนเราควรบริโภคคลอโรฟิลล์ เพื่อมาเสริมการสร้างฮีโมโกบิลในเม็ดเลือดจากฮีมที่ถูกเปลี่ยนมาจากคลอโรฟิลล์ที่เรารับเข้าสู่ร่างกาย ดังคำกล่าวที่ว่า �เลือดพืชมีสีเขียว เลือดมนุษย์มีสีแดง มนุษย์จะมีสุขภาพที่ดีได้เลือดจะต้องไม่มีพิษ จงล้างพิษด้วยพืชสีเขียว�
คลอโรฟิลล์ธรรมชาติมีหลายชนิด บางชนิดสังเคราะห์แสงได้ในที่ที่มีแสงแดดเท่านั้น แต่บางชนิดสังเคราะห์แสงได้แม้ในที่ไม่มีแสง เช่น ในร่างกายของคน จึงมีการค้นคว้าเกี่ยวกับการทำงาน หรือปฏิกิริยาของคลอโรฟิลล์ต่อคน พบว่า คลอโรฟิลล์ที่อยู่ในเซลล์ของพืชทั่วไปจะถูกปกป้อง และปิดกั้นด้วยผนังหรือเยื่อหุ้มเซลล์อีกทีหนึ่ง ทำให้ระบบย่อยอาหารปกติของร่างกายเราไม่สามารถบดย่อย เพื่อให้ได้สารคลอโรฟิลล์เพียงพอกับความต้องการของร่างกายได้ ถึงแม้ว่าเราจะบริโภคผักใบเขียว เป็นจำนวนมากอย่างไรในแต่ละวันก็ตาม อีกทั้งคลอโรฟิลล์โดยตัวมันเองละลายน้ำไม่ได้ จะละลายได้ในไขมัน หรือในบางรูปของแอลกอฮอล์เท่านั้น แต่ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบัน เราสามารถสกัดเอาเฉพาะสารคลอโรฟิลล์ออกมาได้อย่างสมบูรณ์และบริสุทธิ์ โดยปราศจากการสูญเสียคุณค่าทางอาหารตามธรรมชาติ ร่างกายจึงสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ทันทีอย่างเต็มที่ และเป็นคลอโรฟิลล์ชนิดละลายน้ำได้ จึงดูดซึมได้ทันทีในกระเพาะอาหาร ในกรณีที่ร่างกายใช้ไม่หมดจะถูกขับทิ้งไปทางระบบขับถ่าย ไม่สะสมไว้ในร่างกาย
ทำไมต้องเป็นคลอโรฟิลล์จากต้นอัลฟาฟ่า ???
จากงานวิจัย พบว่าคลอโรฟิลล์ที่ได้จากต้นอัลฟัลฟ่า จะบริสุทธิ์และดีที่สุด เพราะมีระบบรากที่อยู่ในพื้นดินได้ลึกกว่า 130 ฟุต ดังนั้นจึงสามารถดูดซึมอาหารได้มากกว่า และมีความบริสุทธิ์มากกว่าพืชชนิดอื่น โดยไม่มีการสะสมสารพิษไว้ในตัวมันเอง ซึ่งในการสกัดคลอโรฟิลล์บริสุทธิ์นั้น เราจะนำเอาต้นอัลฟัลฟ่ามาสกัด จนได้คลอโรฟิลล์ในรูปแบบผง อีกทั้ง อัลฟาฟ่า เป็นพืชที่ให้กรดอะมิโนจำเป็น ครบทั้ง 8 ชนิด ซึ่งได้แก่ กรดอะมิโนไอโซลิวซีน ลิวซีน ไลซีน เมไธโอนีน พีนิลอะลานีน เทรโอนีน ทริปโตฟาน และวาลีน และพบว่ากรดอะมิโนเหล่านี้ร่างกายของเราไม่สามารถสร้างเองได้ แต่จำเป็นต้องมีไว้ เพื่อใช้ประโยชน์ในการสร้างเนื้อเยื่อต่างๆ ทำให้สารสกัดจากต้นอัลฟาฟ่ายังอุดมไปด้วยวิตามินเอ บี6 ดี อี เค เกลือแร่ฟอสฟอรัส โปแตสเซียม และแคลเซียม ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย
คุณประโยชน์ของคลอโรฟิลล์
คุณประโยชน์หลักของคลอโรฟิลล์คือคุณสมบัติในการชำระล้าง ขจัดสารพิษ และสิ่งสกปรกออกจากร่างกาย รักษาสมดุล บำรุงรักษา คือเพิ่มปริมาณออกซิเจนและเม็ดเลือดแดงช่วยเสริมบำรุงสุขภาพของเราได้ดีขึ้น ดังต่อไปนี้
- ช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง ทำให้ภาวะโลหิตจางดีขึ้น ฟอกเลือดให้สะอาด
- ลดปัญหาเส้นเลือดหัวใจตีบตัน ลดปัญหาเส้นเลือดขอด
- ลดอาการภูมิแพ้ ผื่นลมพิษ แพ้อากาศ โรคหอบหืด
- ช่วยลดสิว ฝ้า ลดรอยดำคล้ำรอบดวงตาและใบหน้าหมองคล้ำ ช่วยให้ผิวพรรณสดใส
- ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด
- ช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น
- เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันโรคมะเร็ง
- ช่วยลดอาการปวดประจำเดือน ปวดศีรษะ ปวดไมเกรน
- ช่วยแก้ปัญหากระเพาะลำไส้อักเสบ ช่วยสมานแผลเปื่อย
- ช่วยดับกลิ่นตัว กลิ่นปาก กลิ่นเท้า ยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย
- รักษาแผลอักเสบ แผลเปื่อย แผลถลอก แผลโดนไฟไหม้ น้ำร้อนลวก
- ลดการเกิดอาการเหงือกอักเสบ หรือแผลร้อนในปาก และเมื่อเกิดขึ้นแล้วทำให้แผลหายเร็วขึ้น
- ปรับสมดุลความเป็นกรด-ด่าง ในผู้ป่วยโรคเกาต์ รูห์มาตอยด์ เบาหวาน ริดสีดวงทวาร และผู้ดื่มสุรา
- ช่วยเพิ่มปริมาณเม็ดเลือดให้กับร่างกาย
- ช่วยขจัดสารพิษในเลือด ตับ ไต
- ช่วยฟื้นฟูการทำงานของตับ
- ปรับสมดุลให้กับร่างกาย เสริมภูมิต้านทานให้กับร่างกาย
โคเอนไซม์ คิวเทน (Coenzyme Q10)
โคเอนไซม์ คิวเทน เป็นสารประกอบที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ที่เหมือนกับวิตามินเค สร้างขึ้นที่ตับและเซลล์อื่น ๆ ทุกเซลล์ของร่างกาย และเป็นปัจจัยที่สำคัญของปฏิกิริยาชีวเคมีของเซลล์ในร่างกาย จึงถูกเรียกว่า เป็นสารมหัศจรรย์ที่เกี่ยวกับปฏิกิริยาการผลิตพลังงานในร่างกาย ช่วยเพิ่มปริมาณออกซิเจน (Oxygen) ให้แก่เซลล์เนื้อเยื่อต่างๆ ในหน่วยการสร้างพลังงานในรูปของ ATP (Adenosine Tri Phosphate) จึงทำให้เซลล์ผิวหนังมีพลังงานมากขึ้น นอกจากนี้ โคเอนไซม์ คิวเทน ยังเป็นที่กล่าวขวัญในหมู่นักวิทยาศาสตร์ชั้นนำ ในแง่ของการป้องกันและรักษาโรคหัวใจ ช่วยชะลอความชราได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ คล้ายวิตามินอี โดยจะป้องกันไม่ให้โมเลกุล ของไขมันถูกทำลายเสียสภาพ จึงช่วยรักษาผนังเซลล์ให้คงสภาพได้ดี
ข้อบ่งใช้คลอโรฟิลล์
1. ไม่ควรละลายในน้ำร้อน เพราะจะทำให้สูญเสียคุณค่าของคลอโรฟิลล์
2. สตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน ควรมีอายุครรภ์ 3 เดือน ขึ้นไป
3. สำหรับผู้ที่มีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อง่าย ไม่ควรดื่มคลอโรฟิลล์ระหว่างมื้ออาหารควร รับประทานก่อนหรือหลังอาหาร 1 ชั่วโมง
4. สำหรับผู้ที่เป็นโรคไตควรผสมน้ำไม่เกิน 1 ลิตร
5. กลุ่มผู้ที่มีอาการของโรคเบาหวานควรทานแบบเจือจาง และค่อยลดระดับน้ำ
วิธีรับประทานเพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
ละลายคลอโรฟิลล์ในน้ำเย็น ครั้งละ 1 ช้อนชา ต่อน้ำหนึ่งขวด (750 มิลลิลิตร) สามารถดื่มแทนน้ำได้บ่อยเท่าที่ต้องการ
น้ำมันจมูกข้าวเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากจมูกข้าวดิบ ซึ่งเป็นส่วนที่ได้จากการขัดข้าวกล้องให้เป็นข้าวสาร จึงมีคุณค่าทางอาหารสูง นอกจากนี้ยังสามารถสกัดสารอาหารอื่นที่มีอยู่ในน้ำมันรำดิบ เพื่อใช้เป็นสารเสริมสุขภาพและเครื่องสำอางได้ น้ำมันจมูกข้าวเป็นน้ำมันที่ได้จาก กระบวนการพิเศษในการสกัดเอาสารสำคัญที่มีประโยชน์นานาชนิดซึ่งมีอยู่ในส่วนเอมบริโอ (Embryo) จึงอุดมด้วยสารสำคัญทางธรรมชาติ และมีคุณค่าสูงต่อร่างกาย
ส่วนประกอบหลักที่มีประโยชน์สูงสุดที่อยู่ในน้ำมันจมูกข้าว คือ สารแกมม่าโอไรซานอล ซึ่งผลิตภัณฑ์น้ำมันจมูกข้าวที่ดีควรจะมีปริมาณของสารแกมม่าโอไรซานอล ในปริมาณที่สูงต่อแคปซูล และต้องผ่านกระบวนการสกัดที่ได้มาตรฐาน ซึ่งต้องบรรจุภายในแคปซูลแข็งที่เรียกกว่า Licap เพื่อป้องกันความชื้น เพื่อช่วยให้รักษาคุณสมบัติของสารประกอบหลักได้อย่างเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม
คุณประโยชน์ของสารแกมม่าโอไรซานอล
- แกมม่าโอไรซานอล (Gamma-Oryzanol)
มีฤทธิ์ในการลดระดับโคเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ ทำให้ลดการตีบตันของหลอดเลือด เพิ่มการไหลเวียนของโลหิต และยังมีฤทธิ์ในการลดความเครียด และรักษาอาการผิดปกติของสตรีวัยทอง นอกจากนี้ยังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญ และยังป้องกันแสงยูวีได้ ทำให้ผิวหนังชุ่มชื้นและต้านการอักเสบ สารชนิดนี้มีความปลอดภัยสูงมาก ซึ่งหากผลิตภัณฑ์น้ำมันจมูกข้าว แกมม่าโอไรซานอลเป็นส่วนผสมของกรดเฟอรูลิค, เอสเตอร์ของสเตอรอลและแอลกอฮอล์ สกัดได้จากน้ำมันจมูกข้าวและจมูกข้าว ซึ่งมีผลต่อร่างกายหลักๆ ดังนี้ คือ
1. ระดับไขมันในเลือดสูง
จากการศึกษาในคนการใช้แกมมาโอไรซานอลในการช่วยลดระดับไขมันในเลือดพบว่า กลุ่มคนไข้ที่มีระดับไขมันในเลือดสูงเมื่อได้รับแกมม่าโอไรซานอล ทำให้ระดับคลอเลสเตอรอลรวม และระดับไตรกลีเซอไรด์ลดลงและยังเพิ่มระดับคลอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL)
เมื่อทราบสารสำคัญในน้ำมันจมูกข้าวแล้วเรามาทราบถึงข้อมูลของโคเลสเตอรอลบ้างโคเลสเตอรอล เป็นไขมันชนิดหนึ่งมีลักษณะคล้ายขี้ผึ้ง และเป็นส่วนประกอบสำคัญของผนังเซลล์ในร่างกาย และเป็นสารตั้งต้นในการสร้างฮอร์โมนต่างๆนอกจากนี้ยังพบได้ในกระแสเลือด ถ้ามีแต่พอเพียงก็จะเป็นประโยชน์ แต่ถ้ามีโคเลสเตอรอลมากผิดปกติก็จะมีโทษตามมา โดยโคเลสเตอรอลนี้จะไปพอกตามหลอดเลือดทั่วร่างกาย โดยเฉพาะหลอดเลือดหัวใจ หลอดเลือดสมองและหลอดเลือดส่วนปลาย ทั้งนี้ในระยะแรกจะไม่มีอาการใดๆให้เห็นเลย ถ้าไม่มีการตรวจวัดโดยการเจาะเลือดหรือตรวจสอบ แต่จะแสดงอาการให้เห็นชัดเจน เมื่อโคเลสเตอรอลพอกมากขึ้นจนอุดตันทางเดินของหลอดเลือด ก่อให้เกิดโรคต่างๆเช่น โรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน หัวใจวาย โรคหลอดเลือด สมองตีบ อัมพฤกษ์ อัมพาต ซึ่งถึงจุดนั้นก็ยากที่จะเยียวยาให้หายเป็นปกติ นอกจากนี้ถ้ามีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆเช่น เพศชาย อายุมากขึ้น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคอ้วน ประวัติโรคหัวใจในครอบครัว หรือสูบบุหรี่ ก็จะเร่งให้เกิดโรคของหลอดเลือดเร็วกว่าปกติ
โคเลสเตอรอลมี 2 ชนิดคือ
1. โคเลสเตอรอลชนิดร้าย (LDL) ซึ่งเป็นตัวการที่จะไปจับตัวพอกพูนอยู่ตามหลอดเลือด และเป็นต้นเหตุของอาการหลอดเลือดตีบตัน ซึ่งทำให้เกิดโรคต่างๆ
2. โคเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) เป็นเสมือนเรือขุด ที่จะไปเอาไขมันที่พอกตัวอุดตันหลอดเลือดอยู่กลับ ไปทำลายเผาผลาญที่ตับ โคเลสเตอรอลชนิดนี้ยิ่งมีมากยิ่งดี และจะช่วยป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดได้
*****ไขมันอีกชนิดที่มีผลร้ายต่อสุขภาพคือไตรกลีเซอไรด์ ซึ่งปัจจุบันมีข้อมูลบ่งชี้ว่าปัจจัยเสี่ยง ต่อการเกิดโรคหัวใจขาดเลือดเช่นกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ที่อ้วน เป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และมีระดับโคเลสเตอรอล HDL ต่ำ
อาจมีคนสงสัยว่าไขมันสูงเท่าไรจึงจะเกิดอันตราย ในภาวะไขมันในเลือดสูง โดยเฉพาะ โคเลสเตอรอลชนิดร้าย (LDL) เป็นสาเหตุสำคัญของโรคหัวใจและหลอดเลือด จึงควรตรวจระดับไขมันในเลือดเพื่อการดูแลสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ
ตารางแสดงระดับไขมันในเลือด
| ชนิดไขมันในเลือด | เหมาะสม | เริ่มอันตราย | อันตราย (มก./ดซล.) |
| - โคเลสเตอรอลรวม | น้อยกว่า 200 | 200 ขึ้นไป | 240 ขึ้นไป |
| - โคเลสเตอรอลชนิดร้าย | น้อยกว่า 130 | 130 ขึ้นไป | 160 ขึ้นไป |
| - โคเลสเตอรอลชนิดดี | มากกว่า 45 | น้อยกว่า 45 | น้อยกว่า 35 |
| - ไตรกลีเซอไรด์ | น้อยกว่า 150 | 150 ขึ้นไป | 200 ขึ้นไป |
อันตรายของโคเลสเตอรอล คือ เป็นสาเหตุของหลอดเลือดตีบตันโดยโคเลสเตอรอลชนิดร้าย (LDL) ในกระแสเลือดแดงจะพอกตัวที่ผนังหลอดเลือดก่อให้เกิดคราบไขมัน และหินปูนทำให้หลอดเลือดแข็งตัวและตีบตัน
กระบวนสะสมตัวของคราบไขมันและการที่คราบหินปูนแตกออกหลุดเข้าไปในกระแสเลือดอย่างเฉียบพลัน ส่งผลร้ายแรงให้เกิดอาการหัวใจวายถึงขั้นเสียชีวิตได้กระบวนการก่อตัวของคราบหินปูนในหลอดเลือด
1. โคเลสเตอรอลชนิดร้าย (LDL) ในกระแสเลือดพอกตัวที่ผนังหลอดเลือดแดง
2. ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายส่งเม็ดเลือดขาวชนิดมาโครฟาร์จมากินโคเลสเตอรอล มาโครฟาร์จที่อ้วนพอง กลายเป็นเซลล์โฟม
3. เซลล์โฟมสะสมตัวเป็นส่วนประกอบหลักของคราบหินปูน
4. เพื่อรักษาความเรียบมันของผนังหลอดเลือดแดง เซลล์กล้ามเนื้อเรียบจะสร้างปลอกหุ้มคราบหินปูนไว้
5. เซลล์โฟมในคราบหินปูนจะหลั่งสารเคมีที่ทำให้ปลอกหุ้มอ่อนแอ
6. ถ้าปลอกหุ้มแตก คราบหินปูนจะแทรกเข้าสู่กระแสเลือดก่อให้เกิดการสร้างลิ่มเลือด ที่สามารถขัดขวางการไหลเวียนของเลือดได้ อาการหัวใจวาย ส่วนใหญ่เกิดในเส้นเลือดแดงที่ถูกปิดกั้นไปกว่าร้อยละ50 และบริเวณที่มีคราบหินปูนสะสมใหม่จะมีโอกาสที่จะเกิดรอยแตกได้มากกว่า
2. กลุ่มอาการของหญิงวัยหมดประจำเดือน
การรายงานว่าเมื่อกลางปีค.ศ 1950 มีการแยก การสกัด การทำให้บริสุทธิ์ของแกมม่าโอไรซานอล ในประเทศญี่ปุ่นคนญี่ปุ่นใช้สารตัวนี้ในการักษาทางยาตั้งแต่ปีค.ศ1962 สารตัวนี้ถูกใช้ในการรักษาอาการวิตกกังวล ในปีค.ศ1970 ค้นพบว่า สารตัวนี้รักษากลุ่มอาการของหญิงวัยหมดประจำเดือน และปลายปี ค.ศ1980 ได้รับการยอมรับในการใช้รักษาระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์
แกมมาโอไรซานอลถูกพิสูจน์แล้วว่า มีประสิทธิภาพในการรักษากลุ่มอาการของหญิงวัยหมดประจำเดือน เช่น อาการร้อนวูบวาบ และกลุ่มอาการชราภาพ มีรายงานฉบับหนึ่งพบว่าประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ของคนไข้มีอาการของวัยหมดประจำเดือนลดลงถึงครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว ซึ่งจะแกมมาโอไรซานอลจะมีกลไกในการออกฤทธิ์ คือ ลดการหลั่งฮอร์โมนลูติไนซิ่ง
จากต่อมพิทูอิทาลี และเพิ่มการปลดปล่อยฮอร์โมนเอนโดฟินจากสมองส่วน ไฮโปธาลามัสแต่ผลทั้งหมดนี้ไม่สำคัญมากเท่ากับผลที่ได้รับในการทดลองทางคลีนิคที่เราต้องการ
3. การเกิดกรดในลำไส้
แกมม่าโอไรซานอลถูกนำมาใช้ในการรักษาปัญหาโรคแผลในกระเพาะอาหาร โดยการออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทควบคุมการหลั่งกรดให้ผิดไปจากเดิม ที่เคยหลั่งกรดออกมามากก็ทำให้มีการหลั่งน้อยลงในระบบย่อยอาหารปกติ
4. การเสริมสร้างร่างกาย
แกมม่าโอไรซานอลถูกใช้ในการช่วยเสริมสร้างร่างกายแต่จะถูกควบคุม ให้ดีขึ้นเล็กน้อยในการศึกษาในคนแต่ก็ยังคงเป็นเครื่องบ่งชี้ว่ามีคุณประโยชน์ในเรื่องนี้
5. การใช้ในด้านอื่นๆ
แกมม่าโอไรซานอลมีผลต่อการทำงานของระบบประสาทส่วนกลาง (CNS) และระบบต่อมไร้ท่อ (endocrine system) มีการรายงานในเรื่องเหล่านี้ประปราย ส่วนการศึกษาแกมม่าโอไรซานอลในสัตว์ทดลองมีผลเพิ่มการหลั่งนอร์อีพิเนฟรีน (norepinephrine) การศึกษาแกมม่าโอไรซานอลในคนมีผลยับยั้งการหลั่งระบบฮอร์โมน TSHในคนไข้ที่เป็นโรคต่อมไทรอยด์ทำงานน้อย (hypothyroidism) มีผลโดยตรงต่อสมองส่วนไฮโปธาลามัส โดยรวมแล้วความสำคัญของผลการศึกษา เหล่านี้มีมากเลยในการทำการทดสอบในทางคลินิก
การศึกษาแกมม่าโอไรซานอลในผู้ฝึกออกกำลังกาย พบว่า ขนาดการกินที่เหมาะสมคือ 500 มิลลิกรัมต่อวัน การใช้แกมม่าโอไรซานอลยังไม่มีข้อห้ามใช้อย่างเด่นชัด ส่วนการใช้ในหญิงตั้งครรภ์มีความปลอดภัยการใช้ในระยะให้นมบุตรอาจทำให้น้ำนมหยุดไหลได้ แกมม่าโอไรซานอลไม่ทำให้เกิดกลายพันธุ์ ไม่ทำให้เกิดการยับยั้งสายโครโมโซม ไม่ทำให้เกิดมะเร็ง
ประโยชน์ของน้ำมันจมูกข้าว
- ลดโคเลสเตอรอล และไตรกลีเซอไรด์ในร่างกาย
สารธรรมชาติในน้ำมันจมูกข้าวหลายชนิด ได้แก่ แกมม่าโอไรซานอล วิตามินอี-กลุ่มโทโคไตรอีนอล ไฟโตสเตอรอลและกรดไขมันในกลุ่มโอเมก้า 3-6-9 มีส่วนช่วยลดโคเลสเตอรอลชนิดร้าย (LDL) รวมทั้งไตรกลีเซอไรด์ (Triglycerides) ในร่างกายนอกจากนั้นแกมม่า-โอไรซานอล ยังช่วยคงระดับหรือเพิ่มโคเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) ในร่างกายอีกด้วย
- ป้องกันโรคหัวใจและโรคร้ายที่เกิดจากหลอดเลือดตีบตัน
โคเลสเตอรอลเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคหลอดเลือดแข็งตัวและตีบตัน การลดโคเลสเตอรอลจึงช่วยป้องกันโรคที่เกิดจากการตีบตันของหลอดเลือดได้ เช่น โรคหัวใจขาดเลือด หัวใจวาย โรคหลอดเลือดตีบ อัมพฤกษ์ อัมพาต เป็นต้น
- ป้องกันโรคมะเร็ง
น้ำมันจมูกข้าว นับเป็นน้ำมันที่มีสารต้านอนุมูลอิสระจากธรรมชาติสูงที่สุดชนิดหนึ่ง ได้แก่ วิตามินอี-กลุ่มโทโคฟีนอลและกลุ่มโทโคไตรอีนอล แกมม่า-โอไรซานอล และ ไฟโตสเตอรอล ซึ่งอนุมูลอิสระ (Free radicals) เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคมะเร็ง
- รักษาสมดุลระบบประสาท และบำรุงสมอง
วิตามินอีคอมเพล็กซ์ในน้ำมันจมูกข้าวมีคุณสมบัติช่วยรักษาสมดุลของระบบประสาท บำรุงสมอง เสริมความจำป้องกันโรคสมองเสื่อมและโรคอัลไซเมอร์
- ปรับสมดุลของระบบฮอร์โมนในสตรีวัยทอง
มีงานวิจัย ยืนยันคุณค่าของแกมม่า-โอไรซานอล ที่ช่วยปรับสมดุลของระบบสตรีวัยทอง และช่วยลดอาการร้อนวูบวาบ (Hot Flashes) ได้
- บำรุงผิวพรรณ
น้ำมันจมูกข้าวมีสารที่ช่วยบำรุงผิวพรรณหลายชนิดเช่น วิตามินอีคอมเพล็กซ์ และสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งจะช่วยให้ความชุ่มชื้น ยืดหยุ่นแก่ผิวหนัง ลดเลือนริ้วรอย ต้านทานรังสี UV ช่วยป้องกันการเกิดกระ ฝ้า จุดด่างดำ ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใส ที่สำคัญ สแควลีนเป็นสารไวท์เทนนิ่ง ที่ช่วยให้ผิวกระจ่างใสขึ้น
- อุดมคุณค่าสารอาหารนานาชนิดที่ช่วยบำรุงร่างกาย
น้ำมันจมูกข้าว อุดมด้วยคุณค่าของสารนานาชนิดเช่น กรดอะมิโน สารต้านอนุมูลอิสระ วิตามิน และแร่ธาตุซึ่งล้วนมีประโยชน์ต่อสุขภาพ และช่วยบำรุงร่างกาย
วิธีรับประทานเพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงสุด รับประทานครั้งละ 1-2 เม็ด วันละ 1-2 ครั้ง เช้า � เย็น หลังอาหาร
อย.เผยพบผลิตภัณฑ์เสริมอาหารลักลอบใส่ยาลดความอ้วน " ไซบูทรามีน "... อันตราย!
อย. ประกาศผลการตรวจพิสูจน์อาหาร พบ " ทเวนตี้ โฟร์ อินซ์ " ลักลอบใส่ไซบูทรามีน ซึ่งเป็น ยาลดความอ้วนและเป็นยาควบคุมพิเศษต้องสั่งจ่าย โดยแพทย์และขายได้เฉพาะในสถานพยาบาลเท่านั้น จึงอาจมีอันตรายต่อผู้บริโภค โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือด โรคหลอดเลือดสมองตีบ โรคตับ โรคไต หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร
นพ. นรังสันต์ พีรกิจ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการ- อาหารและยา (อย.) ได้รับการร้องเรียนจากผู้บริโภคหลายรายถึง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทเวนตี้ โฟร์ อินซ์ ว่า ซื้อมารับประทานแล้วมีอาการใจสั่น เต้นเร็ว น้ำหนักลดอย่างรวดเร็ว แต่เหนื่อง่าย ไม่มีแรง ดังนั้น เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2551 อย. จึงได้ส่งเจ้าหน้าที่เก็บตัวอย่างผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ฉลากระบุ " ทเวนตี้ โฟร์ อินซ์ " เลขสารบบอาหาร อย 10-1-04742-1-0034 ผลิตโดย หจก. เนเจอร์ส เบสท์ เฮลท์ โปรดักส์ เลขที่ 864 ถนน ประชาอุทิศ แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง กรุงเทพ ฯ จัดจำหน่ายโดย บริษัท ท็อป ออฟ มายด์ จำกัด เลขที่ 48/19 อาคารปรีชาคอมเพล็กซ์ ถนนรัชดาภิเษก แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง กรุงเทพ ฯ รุ่น L/C NO.A08431605 MFG.date 16/05/08 Best before 16/05/11 และรุ่น L/C NO.A08420705 MFG.date 07/05/08 Best before 07/05/11 ปรากฏผลการตรวจวิเคราะห์ จากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พบยาไซบูทรามีน (Sibutramine) ซึ่งจัดเป็นยาควบคุมพิเศษที่ต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์และขาย ได้เฉพาะในสถานพยาบาลเท่านั้น และต้องอยู่ภายใต้มาตรการติดตามความปลอดภัยในสถานพยาบาล (Safety Monitoring Program ,SMP)
ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาดำเนินคดีกับผู้ผลิตและผู้จำหน่าย ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารดังกล่าว โดยอาจจัดเป็น อาหารไม่บริสุทธิ์ มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ อย่างไรก็ตาม ได้ แจ้งให้บริษัท ท็อป ออฟ มายด์ จำกัด งดจำหน่ายและ เรียกเก็บคืนผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ทเวนตี้ โฟร์ อินซ์ พร้อมทั้งได้แจ้ง เวียนหนังสือไปยังสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อขอความร่วมมือ ให้ตรวจสอบ การจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารดังกล่าวแล้ว
รองเลขาธิการ ฯ กล่าวต่อไปว่า ยาไซบูทรามีนเป็นยาที่มีผลข้างเคียง ที่พบบ่อยคือ ทำให้เกิดความ- ดันโลหิตสูง และหัวใจเต้นเร็ว แม้จะไม่มากนักแต่มีผลให้ผู้ป่วย ประมาณร้อยละ 5 จำเป็นต้องหยุดยา ส่วนผล ข้างเคียงอื่น ๆ ได้แก่ ปากแห้ง ปวดศีรษะ นอนไม่หลับ และท้องผูก ยานี้ไม่ควรใช้ในผู้ป่วยโรคหัวใจ ขาด เลือด ผู้ป่วยที่ควบคุมความดันโลหิตไม่ดี ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบ ผู้ป่วยโรคตับ ผู้ป่วยโรคไต ผู้ที่มีโรค ต้อหิน รวมไปถึงหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร เป็นต้น
รองเลขาธิการ ฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันมักพบการโฆษณาแอบอ้าง ของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารว่า สามารถช่วยลดน้ำหนัก จึงขอให้ผู้บริโภคอย่าหลงเชื่อ เพราะผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่ใช่ยา ซึ่งบางรายอาจ ลักลอบใส่ยาแผนปัจจุบันดังกล่าวข้างต้น ทำให้เกิดอันตราย ต่อผู้บริโภคได้ ที่จริงแล้วการลดและควบคุมน้ำ หนักที่ดีและได้ผล คือ ผู้บริโภคควรควบคุมการบริโภคอาหาร ร่วมกับการออกกำลังกาย โดยบริโภคอาหารให้ ครบ 5 หมู่ และออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน ๆ ละ 30 นาที ซึ่งจะทำให้ร่างกายแข็งแรงและป้องกัน โรคได้ด้วย ทั้งนี้ หากผู้บริโภคพบเห็นการโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหลอกลวงผู้บริโภค เช่น อ้างสรรพคุณ ในการรักษาโรค หรืออ้างว่าสามารถลดความอ้วนได้ ขอให้ร้องเรียนมายังสายด่วน อย. โทร 1556
กองพัฒนาศักยภาพผู้บริโภค เดือนตุลาคม ข่าวแจก 9 / ปีงบประมาณ 2552
.....................................................................................................................................................................
Link : สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
อย. เผยผลตรวจผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอันตรายลักลอบใส่ยาควบคุมพิเศษ "ไซบูทรามีน"
อย. ประกาศผลการตรวจพิสูจน์อาหาร พบ "ไซบูทรามีน" ซึ่งเป็นยาลดความอ้วนและเป็นยาควบคุม พิเศษลักลอบใส่ในผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร 5 รายการ คือ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารคอลลาทิน อมาธิส, ผลิตภัณฑ์ เสริมอาหารออนท็อพโกลด์, ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารคอลลาทิน แม็กซ์ลิม, ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ชนิดแคปซูล เอส พลัส โกลด์ 2 เครื่องหมายการค้า พีจี แอนด์ พี และ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารผงถั่วเหลืองผสมสาหร่าย สไปรูลิน่า ชนิดแคปซูล เนเจอร์แพล็นท์ เอส พลัส เครื่องหมายการค้า พีจี แอนด์ พี จึงจัดเป็นอาหารที่ไม่บริสุทธิ์ และมีอันตรายต่อผู้บริโภค อย. ได้สั่งงดนำเข้า งดจำหน่ายและกำลังดำเนินคดีตามกฎหมาย
นพ.นรังสันต์ พีรกิจ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการ อาหารและยา (อย.) ได้รับการร้องเรียนจากผู้บริโภคว่าเมื่อซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมารับประทานแล้วมี อาการปากแห้ง คอแห้ง นอนไม่หลับ ใจสั่น จึงสงสัยว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอาจมีส่วนผสมของยา ดังนั้น เมื่อวันที่ 8 และ 10 กันยายน 2551 อย. ได้เก็บตัวอย่างผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมาตรวจวิเคราะห์ คุณภาพทาง วิชาการ ที่ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ผลปรากฏว่า พบ "ไซบูทรามีน" (sibutramine) ซึ่งเป็นยาลดความ อ้วนและเป็นยาควบคุมพิเศษที่ต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์และขายได้เฉพาะ ในสถานพยาบาลเท่านั้น ผสมอยู่ใน ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร 5 รายการ ดังนี้
1. ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร คอลลาทิน อมาธิส เลขสารบบอาหาร 10-3-21947-1-0002 จำนวน 3 รุ่นการผลิต คือ Batch No.APLS08004 Best Before 042011, Batch No. APLS08007 Best Before 062011 และ Batch No. APLS08008 Best Before 082011
2. ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ออนท็อพโกลด์ เลขสารบบอาหาร 10-3-01541-1-0008 รุ่นการผลิต Batch No. OGLV08005 Best Before 082011
3. ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร คอลลาทิน แม็กซ์ลิม เลขสารบบอาหาร 10-3-21947-1-0003 จำนวน 3 รุ่นการผลิต คือ รุ่น Batch No. LVCAM08009 Best Before 082011, Batch No. LVCAM08010 Best Before 082011 และ Batch No. LVCAM08011 Best Before 082011 ทั้ง 3 ผลิตภัณฑ์ ฉลากระบุนำเข้าและจำหน่ายโดย บริษัท เพนดูรา ไลฟ์ วิชั่นส์ เลขที่ 8/108 หมู่ 3 ถนนเกษตรนวมิทร์ แขวงจระเข้บัว เขตลาดพร้าว กรุงเทพ ฯ
4. ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ชนิดแคปซูล เอส พลัส โกลด์ 2 เครื่องหมายการค้า พีจี แอนด์ พี เลขสารบบอาหาร 11-1-48241-1-0210 จำนวน 3 รุ่นการผลิต คือ รุ่น MFG 06/2008 EXP 06/2010, รุ่น MFG 07/2008 EXP 07/2010 และรุ่น MFG 08/2008 EXP 08/2010 ผลิตโดย บริษัท แอดสโก ดรัคส จำกัด เลขที่ 49/1 ซอยพัฒนาชุมชน1 ถนนศรีนครินทร์ หมู่ที่ 16 ตำบลบางแก้ว อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ จัดจำหน่ายโดย บริษัท พีจีแอนด์พี เน็ตเวอร์ค จำกัด เลขที่ 542 ซอยรัชดาภิเษก 26 ถนนรัชดาภิเษก แขวง ลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพ ฯ
5. ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารผงถั่วเหลืองผสมสาหร่าย สไปรูลิน่า ชนิด แคปซูล เนเจอร์แพล็นท์ เอส พลัส เครื่องหมายการค้า พีจี แอนด์ พี เลขสารบบอาหาร 10-1-21142- 1-0018 รุ่นการผลิต MFG 05/2008 EXP 05/2010 ผลิตและแบ่งบรรจุ โดยบริษัท สยามไบโอเบสท์ จำกัด เลขที่ 302 ถนนศรีวราทาวน์อินทาวน์ แขวงวังทองหลาง เขตวังทองหลาง กรุงเทพ ฯ จัดจำหน่ายโดย บริษัท เพรสซิ เด็นท์ เกรน พรอดักท์ จำกัด เลขที่ 49 ซอยวิภาวดีรังสิต 38 แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพ ฯ
จึงถือว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทั้ง 5 รายการดังกล่าวเป็นอาหารไม่บริสุทธิ์ ซึ่งผู้ใดผลิต นำเข้าเพื่อจำหน่าย หรือ จำหน่ายอาหารไม่บริสุทธิ์ จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ อย. ได้สั่งให้ทางบริษัทผู้นำเข้า งดนำเข้าและขอให้ผู้จำหน่ายงดจำหน่ายรวมทั้งให้เรียกคืน ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ดังกล่าว นอกจากนี้ยังได้แจ้งไปยังสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อขอความร่วมมือให้ตรวจสอบ การจำหน่ายพร้อมเก็บตัวอย่างผลิตภัณฑ์เสริมอาหารรุ่นการผลิตดังกล่าว ส่งตรวจวิเคราะห์หาไซบูทรามีน เพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย
รองเลขาธิการ ฯ กล่าวในตอนท้ายว่า ขอให้ผู้บริโภคระมัดระวังในการเลือกซื้อ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และอย่าซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทั้ง 5 รายการ ในรุ่นการผลิตดังกล่าว ทั้งนี้ ยาไซบูทรามีน ที่พบลักลอบ ผสม ในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนั้น เป็นยาที่ผู้บริโภคไม่ควรบริโภคเองโดย ไม่ได้อยู่ในการดูแลของแพทย์ เพราะ เป็นยาที่มีผลข้างเคียง ที่พบบ่อยคือ ทำให้เกิดความดันโลหิตสูง และหัวใจเต้นเร็ว แม้จะไม่มากนักแต่มีผลให้ ผู้ป่วยประมาณร้อยละ 5 จำเป็นต้องหยุดยา ส่วนผลข้างเคียงอื่น ๆ ได้แก่ ปากแห้ง ปวดศีรษะ นอนไม่หลับ และ ท้องผูก ยานี้ไม่ควรใช้ในผู้ป่วย โรคหัวใจขาดเลือด ผู้ป่วยที่ควบคุมความดันโลหิตไม่ดี ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ตีบ ผู้ป่วยโรคตับ ผู้ป่วยโรคไต ผู้ที่มีโรคต้อหิน รวมไปถึงหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร เป็นต้น ทั้งนี้ หาก ผู้บริโภคพบเห็นผลิตภัณฑ์รุ่นดังกล่าววางจำหน่าย หรือแม้กระทั่งพบการ โฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หลอกลวงผู้บริโภค เช่น อ้างสรรพคุณในการรักษาโรค หรืออ้างว่าสามารถลดความอ้วนได้ ขอให้ร้องเรียน มายังสายด่วน อย. โทร 1556 เพื่อ อย. จะได้ตรวจสอบ และดำเนินการตามกฎหมายต่อไป